วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

บทความที่เก้า แววตาเด็กเป็นประกาย ศรัทธาในหัวใจของเขากลับมาอีกครั้ง

บทความที่เก้า ๑๘ พ.ย. ๕๒
แววตาเด็กเป็นประกาย
ศรัทธาในหัวใจของเขากลับมาอีกครั้ง
จิตวิญญาณความเป็นครูก็ได้เติบโตและทำงานอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช

ช่วงบ่ายวันเสาร์ เราเข้ากลุ่มคุยกันเรื่องโครงการหน้างานที่เราทำคู่ไปกับการเรียนในห้องเรียน ฉันอยู่กับกลุ่มเดียวกับพี่นิด ห้วยหิ่งห้อย กับสบลาน เราแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนาน และประเทืองปัญญา
สุดท้ายเราเชิญอาจารย์ประภาภัทรมาร่วมคุย ให้คำแนะนำเราด้วย
ฉันติดอยู่กับหน้างานของห้วยหิ่งห้อย และความพร้อมของตัวเอง

อาจารย์ประภาภัทร ตีความปัญหาออกเป็นเปราะ มองที่ละปม อาจารย์ว่า คนเรามีศักยภาพหลายก๊อก ปัญหาของเนาว์ และห้วยหิ่งห้อย ตอนนี้มีหลายชั้น ผูกหลายปมเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งตัวสภาพปัญหาของตัวการทำงานในพื้นที่เอง และวาระของตัวเนาว์เองในตอนนี้ ถ้าจะมีทางออก ต้องเป็นทางออกที่ปิ๊งมากๆ ต้องตอบคำถามที่ว่าเด็กที่นั่นต้องการอะไร เด็กที่ห้วยหิ่งห้อยต้องการอะไร อาจารย์คิดว่าเนาว์รู้อันนี้อยู่
ปัญหาอีกปม คือ ความไม่พร้อมของเราเอง
ถ้าคำตอบคือการทำการเรียนทางไกล เป็นการโดดไปตอบคำถามหรือเปล่า
กลับมาที่ตัวเอง เรากำลังจัดการศึกษาตอบสนองกับกลุ่มเด็กที่ยาก
ตัวเราเองต้องมีความพร้อมอะไรบ้างที่จะทำงานกับเด็กกลุ่มนี้ เป็นวิชาครูอย่างหนึ่ง
๑. จิตวิญญาณความเป็นครู
๒. สรรหาสื่อ ทำสื่อ สรรหาการเรียนรู้โดยไม่มีชั้นเรียน โดยการสื่อสาร ทั้งถ่ายรูป เขียน ต่างๆ นานา
๓. ประสานสรรพกำลังทั้งหลาย
ตอนนี้การทำงานที่ห้วยหิ่งห้อยในพื้นที่อาจจะยังทดไว้ก่อน ขบวนการทด แล้วมาสั่งสมความพร้อม ขณะสั่งสมความพร้อมนั้นก็หาหน้างานที่จะกลับไปสู่ที่นั่นให้ได้ อาจต้องมีสถานีการเรียนรู้ จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียน แสวงหาความร่วมมือกับทุกคน กับทุน เราต้องมีของโดยไม่ต้องเตรียม เราต้องบ่มเพาะตัวเอง อยู่บนการงานที่มีคุณค่า มีความหมาย อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการหนุนเสริม มีกัลยาณมิตร หากเรามีจิตวิญญาณความเป็นครู จะทำให้เราจัดการเรียนรู้ได้อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช สอนได้ทุกเมื่อ อยู่ตรงไหนก็สอนได้
ฉันถามอาจารย์ประภาภัทรว่าแล้ว สิ่งที่ตรงข้ามกับจิตวิญญาณความเป็นครู คืออะไร
สิ่งที่ตรงข้ามกับจิตวิญญาณความเป็นครู คือ พึ่งพาสติปัญญาคนอื่นตลอด จากการอ่าน จากการคุยกับคนนู้นคนนี้ จิตวิญญาณที่ไม่เป็นอิสระ
ฉันถามต่ออีกว่า ทำไมคนบางคนจึงบ่มเพาะตัวเอง กับอีกคนไม่
คำตอบคือ ต้องเจอทุกข์มาชนเข้าให้จังๆ
แต่ท่านเจ้าคุณบอกว่า เราอยู่ในยุคสมัยที่เจริญมากแล้ว ไม่ต้องรอให้ทุกข์มาบีบ ให้เราใช้ปรัชญานำทาง เช่น อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ สร้างวิธีบ่มเพาะจิตวิญญาณของตัวเองให้เป็นอิสระ
หรือนายดาบที่ทำตัวเป็น พอลิเย่ คนปลูกต้นไม้
ชีวิตมันมีวาระของมัน หน้าที่เราบำเพ็ญบารมีเข้าไว้ แล้วเราบำเพ็ญบารมีกันอย่างไร ด้วยการทำทาง ถือศีล มีเมตตา วิริยะบารมี ฉันก้มหน้าก้มตาจดทุกคำพูดที่อาจารย์ประภาภัทรว่าไว้ ฉันนำมาใช้เป็นประโยชน์ย่อยได้เสมอ อาจารย์พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่

วันนี้ฉันคงมีจิตวิญญาณครูเต็มเปี่ยมล้นแล้ว ฉันให้วุฒิตัวเองจบวิชานี้แล้ว
วันจันทร์นี้ฉันกลับไปที่สังขละ ด้วยธุระที่ต้องไปคุยกับแหล่งทุนของโรงเรียน World Education รองประธานใหญ่ขององค์กรบินตรงมาจากบอสตันเพื่อมาดูงาน และเป็นโอกาสที่ดีที่ฉันจะได้คุยกับเด็กๆ ที่ห้วยหิ่งห้อยกันอีกครั้ง เรื่องทิศทางของโรงเรียน เด็กที่นั่นต้องการเรียนรู้อะไร ซึ่งอาจารย์ประภาภัทรบอกว่า คิดว่าเนาว์รู้อยู่แล้ว เมื่อฉันได้ยินเช่นนั้น ฉันก็คิดว่าใช่ ฉันก็เชื่อว่าฉันรู้อยู่ดีแล้ว เพียงแต่ว่าฉันนี่เองที่ยังไม่พร้อมที่จะยอมรับมันจริงๆ ด้วยฉันเองที่ไม่พร้อม

วันนี้ฉันพร้อมแล้ว จิตวิญญาณความเป็นครูของฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเหตุผลเดียว คือแววตาประกายและศรัทธาที่เด็กๆ มีอยู่ ฉันไม่อาจทำลายมันให้หายไปด้วยความไม่พร้อมของตัวตนอันเล็กนิดเดียวของฉัน

สติฉันจะแตก ทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันค้น ค้น ค้น หาแต่ทิศทางของห้วยหิ่งห้อยและวิทยานิพนธ์ ปรึกษาคนนู้นคนนี้ ให้ทั้งห้อง ป.โทช่วยกันด้วย ทิ้งมันไม่ได้จริงๆ ทดเอาไว้ แต่คิดว่าเวลาทดก็หดหายไปเรื่อยๆ เมื่อต้องกลับขึ้นไปสังขละ ต้องไปเจอหน้าเด็กๆ ฉันจะไม่มีคำตอบให้เด็กๆ ไม่ได้ ฉันรู้สึกว่าทำอย่างนั้นกับเด็กๆ ไม่ได้

วันอาทิตย์หกโมงเย็นแล้ว ต้องเขียนรายงาน ต้องเตรียมตัวไปคุยกับ World Education
น้องไผ่ให้สติ บอกว่า “พี่เนาว์ มีคนให้ปรึกษาเยอะแยะก็ดี แต่บางทีก็ยิ่งทำให้เราสับสน ฟังเสียงข้างในของตัวเองสิพี่ พึ่งพาสติปัญญาของสิพี่” ฉันปิ๊งแวบ ฉันรู้แล้วว่าคำตอบที่ต้องปิ๊งมากๆ ในทิศทางของห้วยหิ่งห้อยเป็นอย่างไร ปมอยู่ตรงไหน

World Education เป็นองค์กรทุนในอุดมคติของฉันไปแล้ว เขาเข้าใจในทิศทางของห้วยหิ่งห้อย เมื่อฉันเข้าใจตัวเองก่อนต่างหาก เขาจึงจะเข้าใจฉัน ทิศทางของ world ed เป็นองค์กรที่ทำงานกับเด็กชายขอบ จะตั้งเข็มทิศทำงานด้านการศึกษาทางเลือกมากขึ้นกับเด็กชายขอบ ในอีกห้าปีข้างหน้า เพื่อสร้างวาไรตี้การศึกษาทางเลือกรูปแบบใหม่ๆ ให้เกิดตามสังคมชายขอบ เป้าหมายร่วมเดินทางไปด้วยกันได้แล้ว เขาตั้งใจมาฟัง ทิศทางบทเรียนของห้วยหิ่งห้อย ฉันสรุปบทเรียนให้เขาอย่างโปร่งใส และแนวทางใหม่ที่มาจากสติปัญญาของฉัน จากการปรับ เปลี่ยน ย่อย ย้อนทวน รื้อถอน และสุดท้ายเจอตอปมตัวจริง

ฉันคิดว่าปัญหาของครูส่วนมาก คือ ไม่มองเข้าไปในแววตาเด็กจริงๆ เมื่อทำการสอน แล้วถามว่าเด็กได้เรียนรู้อะไรจริงๆ หรือเปล่า ฉันบอกว่าฉันไม่สามารถจัดการเรียนที่มองตาเด็กแล้วรู้สึกว่าเด็กไม่ได้เรียนรู้อะไร Greg, รองประธาน เคยเป็นครูมาตลอดชีวิต เขาบอกว่าเขาก็เคยมีประสบการณ์นี้ ที่มองเข้าไปในตาเด็กแล้วเห็นว่าเด็กไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เขาบอกฉันทิ้งท้ายก่อนเราล่ำลากันว่า No one never fail if we learn something out of it. เขาบอกว่าเขาศรัทธาในความกล้าหาญของฉันที่จะเปลี่ยนแปลง ย้อนทวน และเปลี่ยนแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยการมองเข้าไปในแววตาของเด็ก สรุปว่าเขาให้ทุนทำต่อ และ nominee ให้เราเป็นโครงการต้นแบบและ Pilot project สรุปก็คือให้เวลาทดเราโดยไม่ถอนทุน ไม่ติดเงื่อนไขในการทำงาน ให้เวลาย้อนทวน สรุปบทเรียน และกำหนดทิศทางของตัวเอง สาธุให้ตัวเองค่ะ!

นัดคุยกับเด็กเช้าวันรุ่งขึ้น
เด็กๆ รออย่างมีความหวังอันระส่ำระส่าย เมื่อเด็กๆ เห็นแววตาฉันเป็นประกายกว่าวันวาน เด็กๆ เองแววตาก็เป็นประกาย เรายิ้มให้กัน กินข้าวด้วยกันก่อน แล้วตั้งวงคุย คำถามแรกที่เราคุยกัน คือ หัวใจของหิ่งห้อยยังส่องแสงระยิบระยับสว่างในใจเรากันอยู่หรือเปล่า เรายังพอจะรักษาห้วยหิ่งห้อยของเราให้อยู่กันได้อีกหรือเปล่า เพื่อที่จะให้หิ่งห้อยน้อยๆ รุ่นต่อไปเติบโต เด็กๆ ยิ้มสู้ด้วยสายตาที่ยังเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง ฉันอยากกระโดดกอดเด็กๆ ทุกๆ คน
แล้วเราจะบิน จะเรียนกันอย่างไร
คำตอบแรกของไก่ เรียนอะไรก็ได้พี่ อย่างไรก็ดี ที่ได้วุฒิไปประกอบสัมมาอาชีพตามที่ฝัน หาเลี้ยงตัวเองได้ หาเลี้ยงครอบครัวได้ จะได้มีความภูมิใจในตัวเอง
ทั้งคำถามและคำตอบตรงใจ และเข้าก๊อก ครูใหญ่ค่ะ!
“ นั่นน่ะสิวุฒิ กศน. เราเขี่ยทิ้งกันไปแล้ว เรียนแบบห้องเรียน เราก็ไม่อยากได้แล้ว อยากให้เรียนเป็นสิ่งเดียวกับอาชีพกับชีวิต แล้วก็สนุกด้วย มีความสุขด้วย มีหลักสูตรที่บินได้ด้วย กินได้ด้วย ท้องอิ่มกันทั้งครอบครัว”
นี่เด็กๆ รู้กันบ้างรึเปล่า เรากำลังออกแบบโรงเรียน หลักสูตรการเรียนของเรากันอยู่นะเนี่ย ฉันหยอดและแหย่เพิ่ม
“แล้วเราออกวุฒิกันเองได้หรือเปล่า เรามาออกวุฒิกันเองดีมั๊ย”
ฉันสบตากับจีซู เขา คิด ยิ้ม แล้วก็พยักหน้า
ไก่ อมยิ้ม เขินๆ เหมือนรู้สึกจั๊กจี๋
น้อย นิ่ง แต่สายตาย้อนทวนเข้าไปคิดข้างใน
ตีซู หลบสายตา แต่ฉันสัมผัสใจเขาได้ว่า กำลังเต้นแรง
ซาซามิ ยิ้มใส ใจอุ่น

ฉันขอโทษเด็กในวินาทีนั้น ขอโทษว่าวานนี้ที่ไม่พร้อม ไม่พร้อมไม่ได้อีกแล้ว
วันนี้ฉันพร้อมแล้ว พร้อมที่จะให้จิตวิญญาณความเป็นครูของฉันเติบโต ไม่สกัดกั้น ไม่กลัวมันอีกต่อไป จะปล่อยให้มันทำงานอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช

ข้อตกลงใหม่ในการเดินทางร่วมกันใหม่ของหิ่งห้อย
๑.ออกแบบการเรียนกันเอง ออกวุฒิกันเอง จะเรียนอะไร เรียนอย่างไร ให้วุฒิกันเองก่อน แล้วจะเอาวุฒิไปทำอะไร ส่วนเรื่องเปรียบเทียบกับสังคม เป็นเรื่องของโรงเรียนต้องทำให้ แต่เด็กเองต้องสามารถออกวุฒิให้ตัวเองก่อนก่อนที่จะให้ใครมาออกวุฒิให้เรา
๒.หลักสูตรใหม่ กินได้ บินได้ การเรียนไม่แยกชีวิต การงาน ครอบครัว ความฝัน ออกจากกัน
๓.เราไม่ได้เรียนเพียงเพื่อปากท้องตัวเรา ประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตัวเรา เลี้ยงครอบครัวเรา เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเราเล็กนิดเดียว แต่ว่าเรียนเพื่อเปลี่ยนแปลง ในตัวเรา คนรอบข้าง รวมถึงชุมชน กลับมาพัฒนาชุมชนเรา สร้างโรงเรียนของเรา เป็นครูของห้วยหิ่งห้อยของเรา เพื่อประโยชน์ที่ใหญ่กว่าตัวตนอันเล็กนิดเดียวของเรา

พี่เนาว์ พี่ไผ่ พี่เขมไม่ได้เป็นคนที่นี่ เกิดที่นี่ ไม่ได้มีรากอยู่ที่นี่ พวกเราต่างหากเป็นคนที่นี่ เป็นครูที่นี่ เป็นคนกำหนด สร้างอนาคตที่นี่ได้ แต่พี่ๆ เข้ามาเพื่อเป็นพี่เลี้ยง เป็นศูนย์ทรัพยากร เป็นทางสื่อสารให้เด็กๆ ได้ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกหมู่บ้าน ได้รู้เท่าทันสังคม และให้เครื่องมือที่จะทำให้พวกเราอยู่ได้ กินได้ หายใจได้ทีนี่อย่างสร้างสรรค์ชุมชน ต่อสู้กับโครงสร้างอันอยุติธรรมในชุมชน ในสังคมอย่างสันติ

เด็กๆ พยักหน้าหงึกๆ ยิ้มใสใส อุ่นๆ
แววตาเด็กเป็นประกาย
ศรัทธาในหัวใจของเขากลับมาอีกครั้ง
จิตวิญญาณความเป็นครูของฉันได้เติบโตและทำงานอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช
ฉันมีความสุขมาก

ฉันกลับไปที่สวนบ้านเมล็ดดาวกล่อมฝัน ( Whispering Seed ) ไหว้พระพุทธรูปที่ฉันสร้าง ปางสมาธิ พระสิงห์ จากเชียงใหม่ ฉันรู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุด และทำให้จิตวิญญาณของฉันเป็นอิสระอย่างแท้จริง

- - - - - - - -
เสาร์ที่ผ่านมา
การเสนอวิทยานิพนธ์

ฉันเอาพลังบ้าจากไหนมามากมาย ฉันรู้สึกแต่ว่า นี่วาระการเรียนของฉัน ห้องเรียนของฉัน Reflection และ Transformation ของฉัน ฉันไม่รู้ว่าวิทยานิพนธ์คืออะไรแน่ แต่รู้ว่าต้องทำถ้าจะจบ ป.โท ฉันเห็นคนอื่นๆ ในห้องเสนอหัว ฉันคิดว่าฉันก็ทำได้ ทำไม่ไม่ทำเลย จะรออะไร ทำไม ฉันให้เวลา ใคร่ครวญ ค้นหา ทำงานกับเรื่องนี้ทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา

หัวข้อแรกของการทำวิทยานิพนธ์ คือ การสื่อสารองค์กรการศึกษาแนวพุทธ แล้วฉันก็มาถามว่า ตัวสารที่จะสื่อล่ะ การศึกษาแนวพุทธ การศึกษาทางเลือก คืออะไร แล้วย้อนมาถามว่า แล้วการศึกษาแบบที่ฉันต้องการล่ะเป็นอย่างไร คำว่าการศึกษาทางเลือก กว้างเหลือเกิน เมื่อเราสื่อสารออกไปกับสังคม
ฉัน คลิ๊ก กับตัวเองเมื่อถามตัวเองว่า การศึกษาเรียนรู้แบบไหนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฉันคิดว่าการศึกษาที่ทำให้ฉันเปลี่ยนแปลง คือ การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง เป็นการศึกษาที่ตอบสนองกับชีวิต กับความทุกข์ กับสุข การศึกษาที่เข้าถึงใจ ทำให้เราเข้าใจสัจธรรม มีปัญญา มีจิตวิญญาณที่เป็นอิสระ
ฉันจึงได้หัวข้อวิทยานิพนธ์ที่เจ็ดของสัปดาห์ (เปลี่ยนทุกวัน) ตอนสองทุ่มวันศุกร์ โทรไปหาอาจารย์พี่อ้วน และพี่อวยพร เพื่อขอคำปรึกษาและได้รับการยืนยันว่าเรื่องนี้ “การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง” จะเป็นประโยชน์ เป็นเรื่องที่ทำงานต่อยอดทางการสร้างทางเลือกทางการศึกษาเรียนรู้ได้ เป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครทำ ทำแล้วจะไม่ขึ้นหิ้ง พี่ทั้งสองยืนยัน และตื่นเต้นด้วยกับการทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ และจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ฉันลุยค่ะ ถ้ามีเจ้อวยพร และพี่อ้วน แห่งองค์กรต้นกล้า หนุนหลังและถีบส่งขนาดนี้
ทำถึงตีสอง ทำ power point นำเสนอไม่ทัน แต่ก็ได้เอกสารโครงการที่น่าพอใจ และน่าจะเป็นที่เข้าใจ

วันนี้ทีมเมล็ดดาวเดินทางไปด้วยกัน ฉันอุ่นใจ มีพวก จนโดนพี่ปุ๊กหยิก แกมหมั่นไส้ ว่าพี่ไม่ได้มีทีมมาอย่างเนาว์ พี่ปุ๊กกล้าหาญมากที่เอาตัวเองเป็นฐานงานวิจัย ฉันว่าเจ๋ง นี่ต่างหากงานวิจัยที่ต้องเอาตัวเองเข้าแลก ฉันถามพี่ปุ๊กว่าผลที่คาดหวังของวิทยานิพนธ์นี้ ก็น่าจะเป็นที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง กล้าท้าทายตัวเองสุดๆ เงียบๆ สุดๆ ในห้อง แต่ว่ากลับเป็นว่ากล้าท้าทายตัวเองสุดๆ ประทับใจพี่แกจริงๆ

ฉันสบายๆ กับการนำเสนอ ไม่ได้คิดว่าเป็นการทำอะไรที่ไม่เป็นตัวเองออกไป จริงๆ น่าจะทำอะไรที่ไม่เป็นตัวเองมากมายขนาดนี้ แต่เป็นมืออาชีพมากกว่า น่าจะมีเอกสาร มี power point จะทำให้ชัดเจนมากกว่านี้ น่าจะนำเสนอโครงการวิทยานิพนธ์ก่อนที่จะให้น้องๆ นำเสนอห้วยหิ่งห้อย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการวิทยานิพนธ์ น่าจะตัดต่อหนังไปด้วย แต่ว่าก็ไม่เลวร้าย ทำให้ห้องเรียนตื่นเต้นกันได้นิดหน่อย สนุกดี มีคนให้ความคิดเห็น ตั้งคำถาม ให้ข้อเสนอแนะ เป็นกำไรของชีวิต อยู่ดีๆ ก็มีคนมาช่วยคิด

สิ่งที่พี่เองเสริม เรื่องประสบการณ์ของคนไข้เบาหวาน ว่าต้องมีแรงจูงใจจากการที่มีทุกข์มากระทบ รู้สึกจริงจึงจะเปลี่ยน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่แท้จริง
พี่ปุ๊ ต่อให้จากเอกสารความลึกซึ้งที่จะนำไปสู่ธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงห้าระดับ
ระดับที่ ๑-๓ เป็นเชิงปริมาณ คือ จำนวนข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น จดจำได้และดึงมาใช้ รู้ความจริง วิธีการและนำมาแก้ปัญหาได้
ระดับที่ ๔-๕ เป็นเชิงคุณภาพ นั่นคือ ให้คุณค่า ความหมาย ได้ และสุดท้าย นำไปสู่การวิเคราะห์ ตีความ ย้อนทวน รื้อถอนสู่ เข้าสู่ความจริง สัจธรรม จากเบื้องหลังของประสบการณ์ต่างๆ
อาจารย์อ๊อด เสริมเรื่องการเข้าไปถึงขอบเขตการวิจัยที่ฉันต้องการนำสู่ระดับนโยบาย ง่ายๆ จากการเริ่มจากห้องเรียนป.โท ของเรา
แล้วเราก็เริ่มเข้าสู่วาระการเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนในห้อง อ.ประภาภัทร เปิดพื้นที่ให้คณาจารย์แลกเปลี่ยน
อ.ปุ้ม ไม่หยุดที่จะเข้าไปอยู่ในหัวใจตัวเองง่ายๆ อยู่แต่บนหัว จึงได้แต่เจื้อยแจ้ว เรากัดปากตัวเอง อยากจะสกัดให้อาจารย์หยุด นิ่งกับหัวใจตัวเองสักนิด ตัวเราเองก็ยังไม่กล้าจะเข้าไปจัดเป็นกระบวนการขนาดนั้น หวังแต่ว่าอาจารย์น่าจะเข้าใจหัวใจตัวเองได้มากขึ้น เข้าไปค้นหาอยู่กับมันได้นานขึ้น ไม่หนีออกมาที่หัว และมือ และการงานตรงหน้าก่อน ฉันรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนใจห้องเรียนเป็นการเรียนที่เข้ามาข้างในตัวเอง เข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

พี่ปาดไม่มา คิดถึงพี่ปาด

ฉันรู้สึกไม่เคอะเขินกับการอยู่ตรงหน้าห้องอีกต่อไป เหมือนได้ผ่านข้อจำกัดอะไร ๆ ไปหลายอย่างในชีวิต การไปทำอะไรหน้าห้องที่มีอ่างที่ดี ทำให้เราและกัลยาณมิตรรอบข้าง เรียนรู้ เติบโตไปด้วยกัน

ชีวิตนี่สนุกดีจัง นึกถึงเรื่องที่จะจบบทความนี้ ภาพของ Baby Buddha ที่พี่นิดปั้นอยู่ในห้องอนุบาล และปณิธานที่ว่า เราเป็นหนึ่งในโลก สามารถที่สุดในโลก เราจะไม่เกิดอีกแล้ว เข้ามาในใจ ฉันเจอนิ๊งหน่อง เครื่องดนตรีชิ้นโปรดที่ฉันเล่นตอนเป็นเด็กอนุบาล ฉันลองเล่นนิ๊งหน่อง คล้ายให้เสียงปณิธานกับตัวเองว่า ฉันควรตั้งมั่นเช่น Baby Buddha เช่นกัน ไม่งั้นก็กลับมาเรียนและเล่นนิ๊งหน่องในห้องเรียนเด็กอนุบาลใหม่ดีกว่า

บทความที่เจ็ด ลมหนาวมาเยือนอีกครา

บทความที่เจ็ด ๖ พ.ย. ๕๒
ลมหนาวมาเยือนอีกครา

สัปดาห์นี้ลมหนาวมาเยือน หนาวคราวนี้ฉันรู้สึกว่าน่าจะรู้สึกอบอุ่นและไม่โดดเดี่ยว เพราะมีใจฉันมีบ้านให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ฉันรู้สึกอิ่มเอมเหมือนกินปิติ อย่างที่พี่อารีย์ว่า การได้เข้ามาเรียนที่อาศรมศิลป์นับเป็นการเดินทางที่ถูกต้องและในจังหวะที่เหมาะสม ฉันรู้สึกว่าฉันสามารถเลิกตั้งคำถามกับการเข้ามาเรียนที่นี่ได้แล้ว เพราะศรัทธาได้บังเกิด ห้องเรียนเสาร์ที่ผ่านมา สร้างพลังให้ฉันมากมาย ( อาจเป็นเพราะได้นั่งใกล้อาจารย์ประภาภัทร )

หลังเลิกเรียนเสาร์ที่แล้ว ฉันนัดเจอกับน้องๆ อาสาสมัครและทีมงานของโรงเรียนห้วยหิ่งห้อย น้องฟางเป็นน้องคนหนึ่งที่มีหัวใจผจญภัยอันยิ่งใหญ่และรักที่จะเรียนรู้ ตั้งคำถามมากมายและออกไปค้นหาด้วยตัวเอง ฟางได้ทุนไปอินโดนีเซียมาหนึ่งปี วันนี้ที่เราเจอกัน หัวใจผจญภัยอันยิ่งใหญ่ของฟางละลายไปแล้ว เราคุยกันถึงจุดมุ่งหมายในชีวิตกันใหม่ ณ วันนี้ฟางบอกว่าแม้แต่เห็นคนขอทานก็ไม่อยากจะมอง ฟางวางอนาคตสำเร็จรูปไว้แล้ว ว่าจะเรียนให้จบรามคำแหงภายในสองปีครึ่ง เรียน เรียน เรียน จบแล้วหาทุนไปเรียนต่ออินโดนีเซียอีกครั้ง แล้วก็แต่งงาน มีครอบครัว ระหว่างเรียนรามก็ทำงานเป็นมัคคุเทศก์พาแขกไปซื้อของร้านเครื่องประดับ พัทยาดูระบำเปลื้องผ้า เงินดีมาก เราตั้งคำถามกับฟางเรื่องความสุข ความหมายที่แท้ของชีวิตกันอีก ฟางบอกว่าอยากเดินทางที่ไม่ต้องตั้งคำถามมาก เหนื่อยและกลัว ฉันเข้าใจความรู้สึกของน้องคนนี้ได้ ระหว่างทางที่ฉันค้นหารู้จักตัวเอง หลายๆ ครั้งระหว่างทางฉันก็เป็นเช่นฟางที่เหนื่อยและกลัวกับการสับสน ตั้งคำถาม และหยุดพัก แต่โชคดีที่ฉันไม่เคยหลบหนี หรือออกนอกเส้นทางที่ฉันเชื่อว่ามันเป็นความหมายของชีวิตที่ดีและมีคุณค่า แต่ ณ เวลานี้ฟางอยากที่จะเดินทางด่วน ไปถึงจุดมุ่งหมายโดยเร็ว สะดวก ปลอดภัย และลืมว่าดอกหญ้าข้างทางระหว่างขี่จักรยานมันสวยและมีเสน่ห์แค่ไหน ฉันคิดถึงวันที่พวกเราเช่าจักรยานขี่ไปน้ำตกด้วยกัน ฟางขี่จักรยานนำหน้าทุกคน ปล่อยมือทั้งสองมือ กางเป็นปีก แล้วโบยบินลงเนินเขา อย่างอิสรเสรี

เราคุยกันถึงเที่ยงคืน ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันรู้สึกว่าตระหนักถึงความว่าง ว่างว่าไม่ต้องเป็นเมล็ดดาวอะไร ไม่ต้องยึดมั่นอะไร หากแต่ให้คุณค่าอะไร เพื่อประโยชน์และความหมายอะไร กับคำถามที่ฉันตั้งเกี่ยวกับการเข้าไปทำงานกับรุ่งอรุณ อาศรมศิลป์ แล้วเมล็ดดาวที่ฉันเพาะบ่มมันมาล่ะ คำตอบที่ว่างๆ มาหาฉันคืนนั้นว่า ไม่ได้ทำเพื่อใคร เป็นของใคร หากแต่เป็นการทำเพื่อความหมายและคุณค่าที่เราเชื่อในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาเรียนรู้ของสังคมที่มีพลัง เพื่อประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ไม่ใช่เพียงประโยชน์ของตัวเราที่เล็กนิดเดียว

บรรยากาศการเรียนเสาร์นี้ เป็นบรรยากาศที่เราพูดกันถึงความรักที่มีต่อการงานของตัวเอง ครูอารีย์เล่าถึงประสบการณ์ของการทำงาน โค้ชให้กับครูนะ และทำให้ครูนะได้กินปิติในที่สุด และเข้าใจการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนและสำคัญตัวครูนะเอง พี่ปุ๊เล่าเรื่องการโต้สาระวาทีของเด็กมัธยม พี่ปุ๊เป็นคนมีพลังมากมาย ฉันรู้สึกว่าได้รับพลังในการเก็บ จัด ถอดประสบการณ์การเรียนรู้ของพี่ปุ๊ พี่นิดกับทีมศิลปะของโรงเรียนรุ่งอรุณ

ปัญหาคลาสสิคขององค์กรที่มีศิลปินทำงาน คือ ความเป็นศิลปินที่ต้องการสร้างงาน กับความเป็นอยู่กับองค์กร ฉันเข้าใจได้ดี เพราะมันตรงกับประสบการณ์ของฉันทีเดียว ฟังพี่นิดแล้วฉันจุกไปเหมือนกัน เมื่อเลือกสิ่งที่ต้องทำร่วมกันมา กับเลือกที่จะไปคนเดียวตัดรากหรือ เราจะทิ้งกันหรือ คำถามที่แท้น่าจะอยู่ที่ว่า ไม่ว่าคนใดคนหนึ่งต้องไป แต่เรายังคงรักษาความเป็นทีมไว้ได้อย่างไร ไม่ใช่เรียกร้องว่าทิ้งกันไปหรือ ความเป็นเพื่อนล่ะ จะหาใครมาแทน จะหนีออกไปจากความผูกพันนั้นได้อย่างไร หลบหนีอย่างไรก็คงไม่พ้น กรณีพี่นิดจะไปจากรุ่งอรุณได้อย่างไร ก็ในเมื่อรุ่งอรุณกลายเป็นเนื้อเป็นตัวของเธอไปแล้ว ย้อนกลับมาตัวฉันเอง ฉันก็จะหนีจากความผูกพันการเป็น Whispering Seed, Wandering Seed เมล็ดดาวกล่อมฝัน เมล็ดดาวเดินทาง ไปได้อย่างไร เกือบสิบปีนะที่มันเป็นเนื้อเป็นตัวของฉันเช่นกัน หากแต่ว่าความเป็นศิลปินอยากสร้างงานของฉันก็มีอยู่ในหัวใจและเต้นแรงขึ้นทุกวันเช่นกัน

มื้อกลางวันในบรรยากาศร้านบ้านสวน พี่เองพูดถึงพี่เองกับตะวัน มีแต่คำว่ารักกันและกันของสองคนนี้ หากโลกนี้มีครูอย่างพี่เองสักกึ่งหนึ่ง เด็กคงจะมีความสุขค่อนโลก กรณีนี้พูดไปพูดมากลายเป็นว่า ตะวันอาจเป็นเด็กพิเศษซึ่งพี่เองเองไม่เคยตระหนักถึงเพียงแต่เพ่งมองไปที่ปัญหามาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว ฉันโทรไปหาพี่เองอีกวันหนึ่ง รู้สึกว่าพี่เองรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้เรื่องพัฒนาการเด็กดีพอ ทำหน้าที่กับตะวันไม่ดีพอ ฉันบอกพี่เองไปว่าเรื่องไม่รู้จักพัฒนาการเด็กเรียนรู้กันได้ รู้ตอนนี้ก็ไม่สาย แต่ที่ผ่านมาพี่เองก็ทำให้หัวใจตะวันรับรู้ได้ว่ามีใครที่รักและห่วงใย และผูกพันกับเขานั่นต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายกับตะวันแล้ว สิ่งที่พี่เองขอจากตะวันเพื่อเป็นค่าตอบแทนการสอน สองอย่าง คือ หนึ่งสวดมนต์ก่อนนอนเพื่อสมาธิ สองการกวาดบ้านทุกวันตอนเช้าเพื่อฝึกความอดทน ระเบียบวินัย สำหรับฉันนั่นถือเป็นคำขอที่มาพร้อมกับการให้พรวิเศษสำหรับตะวันเลยทีเดียว

พี่ปาด พี่ชายตัวแม่ของห้องเรียน ฉันรู้สึกว่ายังไม่รู้จักพี่ปาด ยังไม่เข้าใจสถานการณ์พี่ปาดที่เพลินพัฒนา เรื่องพี่ปาดยังติดกลับหัวฉันกลับมาบ้านด้วยสองสามวัน จนฉันเรียกชื่อมันออกมาได้ว่า พี่ปาดยังไม่ปอกเปลือกหัวหอมในห้องเรียนกับพวกเรา พี่ปาดพูดเรื่องนามธรรม ศัพท์ยากๆ ที่ต้องเข้าใจด้วยภาษาอังกฤษปนภาษาแม่ของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวียนหัวเวลาฟังพี่เขา เพราะต้องเปลี่ยนหัวรับแปลสองภาษาในเวลาเดียวกัน ฉันคิดว่าฉันเข้าใจพี่ปาดแล้วจะไม่คิ้วขมวดฟังพี่แกอีกแล้ว แต่น่าจะตั้งคำถามที่ทำให้พี่ปาดปลอกเปลือกหัวหอม เพื่อเราจะได้รู้จักหัวใจ เปิดใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจริงๆ

เสาร์ที่ผ่านมา ฉันรู้สึกว่าได้รู้จักและเข้าใจรุ่งอรุณ และอาศรมศิลป์ในวิถี กระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งทำให้รับเอาอาจารย์ประภาภัทรเป็นครู เพราะอาจารย์ประภาภัทรนี่ล่ะที่เป็นตัวแม่ และจุดยืนจุดยึดเหนี่ยวของรุ่งอรุณ อาจารย์ได้ใจและศรัทธาเราไปแล้วล่ะ เหมือนเรารู้สึกว่าจะให้เราทำอะไรก็ว่ามา เราต้องได้เรียนรู้มากมายและเป็นประโยชน์ได้มากมายแน่ๆ ก็เพราะอาจารย์เป็นอาจารย์ มีเป้าหมายเรื่องการศึกษาที่ชัด มีจุดยืน มีพลัง ซึ่งเมื่อฉันรู้สึกเช่นนั้น ฉันตระหนักว่าการที่เรารับใครเข้ามาในหัวใจ รักใครเพิ่มอีกคน สองคน กลับทำให้เรารู้สึกว่าหัวใจเรามีที่ว่างเพิ่มมากขึ้น เบาขึ้น หรือว่าเปิดขึ้น เป็นความรักที่ดีที่มีสุขภาพดีแน่ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมาฉันได้จัดการกับเรื่องที่คั่งค้าง เป็นกังวล เป็นภาระที่ต้องสะสาง กับ World Education เป็นองค์กรแหล่งทุนที่ให้ทุนสนับสนุนการทำโรงเรียนห้วยหิ่งห้อยที่สังขละ ณ วันนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ห้วยหิ่งห้อย แต่ศรัทธาและเป้าหมายในการจัดการศึกษาของเด็กชายขอบของฉันยังไม่เปลี่ยนแปลง ฉันเขียนจดหมายชี้แจงเล่าถึงประสบการณ์ สถานการณ์ และยุทธศาสตร์ใหม่ ปรับโครงสร้างการบริหาร รูปแบบการจัดการเรียนรู้ใหม่ ซึ่งฉันถือว่าเป็นการขึ้นมายืนอยู่ปากเหวของสถานะการเงินของฉันเลยทีเดียว เพราะตอนนี้องค์กรเราอยู่ได้ด้วยทุนจากเขา แต่ฉันก็รู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องดูกันจริงจัง พูดคุยกันจริงจัง ว่าเขาจะเป็นทุนอุดมคติ ทุนใจดี หรือว่าทุนเลี้ยงไข้

ฉันดูภาพยนตร์สองเรื่องสัปดาห์นี้ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ และ Freedom Writer เป็นสองเรื่องที่เข้ากันดีกับชีวิตสัปดาห์นี้ของฉันเช่นกัน รถไฟฟ้ามาหานะเธอไปดูกับแม่ เพราะคิดถึงใครบางคน และเป็นช่วงที่รู้สึกว่าหัวใจกุ๊กกิ๊กอย่างไรไม่รู้ แต่ที่สำคัญกว่า คือ แม่ฉันชอบพี่เคนมาก อยากไปดูพี่เคน ไปดูแล้วก็ทำให้หัวใจแม่กุ๊กกิ๊ก กระชุ่มกระชวยขึ้นอีกแยะ ขอวิจารณ์หนังเรื่องนี้สั้นๆ สักนิดหนึ่ง ฉันว่าบทรักไม่ถึง ถ้าจะให้กุ๊กกิ๊กก็อีกนิดหนึ่งนะ ขายความหล่อของพี่เคนมากไป (แต่ขายได้) ทำให้อยากกลับมาเขียนบทใหม่ เอาให้กุ๊กกิ๊กสุดๆ แบบหนังเกาหลีไปเลย
Freedom Writer พี่เองที่น่ารัก ทำแผ่นมาให้ ดูแล้วทำให้ฉันศรัทธาในตัวเองมากขึ้น ชัดเจนในเป้าหมายตัวเองมากขึ้น อิ่มเอม และอบอุ่นกับตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง ทำไมใครสักคนจะเป็นครูได้อย่างนั้น สามารถพูดกับตัวเองได้ว่า I am amazing teacher as well. ดูเรื่องนี้แล้วฉันร้องไห้ ฉันดูหนังไม่ร้องไห้มานานแล้ว กลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ หนังเรื่องนี้ฉันร้องไห้ด้วยความตื้นตันในศรัทธา และเห็นความรักของคุณครูที่ไม่หวังอะไรนอกจากให้เด็กได้เปลี่ยนแปลง ได้เห็นการจัดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง Transformative education ที่สอดแทรกอยู่ในกระบวนการจัดการเรียนของครูในหนังมากมาย ฉันตระหนักว่า เมล็ดดาวและห้วยหิ่งห้อยก็เป็น Learning Transformative Organization อยู่แล้ว ฉันดีใจจังที่เห็นหนังที่เอาเรื่องการเรียนรู้ Learning Transformative ฉันดูรอบที่สองเพื่อดูมุมกล้องและไดอาล้อก ฉันดูรอบที่สามเพื่อดูกระบวนการสอดแทรก Transformative Learning ในเรื่อง ฉันคิดว่าจะเขียนบทความจากเรื่องนี้ และน่าจะเรียนรู้อะไรจาก Freedom Writer Foundation ได้

ลมหนาวมาเยือนอีกครา เขาว่าลมหนาวทำให้คนเราคิดถึงใครสักคนมากขึ้น คิดถึง คิดถึง สัปดาห์นี้ฉันคิดถึงใครบางคน มากมาย คิดถึงว่าเขาจะคิดถึงเราบ้างรึเปล่า คิดถึงเขาแล้วเราก็มียิ้มอุ่นๆ คิดถึงจนเหนื่อย งานหน้าโต๊ะก็เหนื่อย และเยอะแยะอยู่ บอกตัวเองว่าจะไม่คิดถึงแล้ว แต่เดี๋ยวก็ เอ้า! คิดถึงอีกแล้ว เฮ้อ ! แต่บางทีการได้คิดถึงเขาก็ทำให้เราเหนื่อยกับงานหน้าโต๊ะน้อยลง และมีกำลังใจทำงานมากขึ้น เพียงเรารับรู้ความรู้สึก ไม่เพ่ง ไม่จ้อง ไม่ยึด และไม่ห้าม รู้ รู้ รู้ ในที่สุดก็รู้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง รู้แล้วไม่ปฏิบัติการก็ดูเหมือนว่าจะนิ่งดูดายรึเปล่านะ เขาโทรมาหาก่อนพอดีการณ์ ขอให้ส่งขนมขึ้นไปให้บ้าง ฉันก็เลยได้โอกาส ส่งขนมขึ้นไปให้หนึ่งกล่อง และเขียนข้างกล่องว่า ขนมของความคิดถึงพอดีคำ

สัปดาห์นี้ ฉันจัดบ้านใหม่ จัดโต๊ะทำงานของตัวเองใหม่ ห้องนั่งเล่น ห้องสตูดิโอ โต๊ะทำงานของน้องไผ่ซึ่งขะมักเขม้นกับการเขียนหนังสือประสบการณ์ห้วยหิ่งห้อยได้อย่างสนุกสนาน เห็นภาพชัด ทั้งในบทกว่าจะเป็นหิ่งห้อย หิ่งห้อยหาห้วย น้องเขมที่ได้อ่านเรื่องห้วยหิ่งห้อยที่น้องไผ่เขียนแล้วคันมือมาก จับดินสอมาร่างภาพประกอบ ลงสีน้ำที่ดูเหมือนว่าหิ่งห้อยส่องแสงในลำห้วยอย่างสวยงาม ชวนฝัน

ความรู้สึกอย่างนี้นี่เองที่เขาบอกว่าเราหาใจตัวเองเจอ เมื่อมีบ้านที่อบอุ่น หรือว่าใจของฉันมีบ้านให้อยู่ ทั้งบ้านในใจและบ้านให้กายอาศัยร่มเงาเพื่อทำงานและนอนหลับฝันดี.

บทความที่หก คนเราจะซื่อสัตย์และศรัทธากับหัวใจตัวเองได้มากแค่ไหน

บทความที่หก
บันทึกสัปดาห์กลางเทอม ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๒

คนเราจะซื่อสัตย์และศรัทธากับหัวใจตัวเองได้มากแค่ไหน

“The faith waiting in the heart of a seed
Promises a miracle of life which it can not prove at once”
ศรัทธาซึ่งรออยู่กลางใจเมล็ดพืช
ให้สัญญาอัศจรรย์แห่งชีวิต
ซึ่งตนพิสูจน์มิได้ในทันที
-- ระพินนารถ ฐากูร—

หนังสือ หิ่งห้อย ของระพินนารถ ฐากูร เข้ามาในชีวิตฉันในสัปดาห์นี้ แทนหนังสือ คุณคือครูคนแรกของโลก การบ้านแห่งการบันทึกการเรียนรู้ของฉันทุกสัปดาห์ ฉันมิอาจจำกัดให้อยู่แต่ในเนื้อหาวันที่เราเรียนกันสัปดาห์ที่ผ่านมา และการอ่านหนังสือเล่มที่เรากำหนดกัน แต่หากสิ่งที่ฉันอยากเขียนบันทึกการเรียนรู้ระหว่างสัปดาห์เป็นเรื่องที่ฉันเรียนรู้ภายในตนมากที่สุด สัปดาห์นี้ฉันเรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง หรือว่ารู้จักหัวใจตัวเองได้มากแค่ไหน
เรื่องเริ่มที่ว่า ฉันนั่งทำงานสถานีทีวีธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย แล้วอยากจะสนทนากับเพื่อนที่เป็นธรรมบริกรของศูนย์โคเองก้า ธรรมอาภา พิษณุโลก ของคอร์สอาปานสติสำหรับเด็ก เรื่องที่ฉันอยากจะแลกเปลี่ยน คือเรื่องของการแผ่เมตตาหลังจากนั่งสมาธิว่ามีความเชื่อว่าหากเรานั่งสมาธิแล้วแรงแผ่เมตตาจะมีผล เพื่อนบอกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยไม่ใช่เพียงความเชื่อ หากเรามีความสุขเราจะส่งคลื่นความสุขให้คนรอบข้าง ฉันว่าอยากไปช่วยคอร์สเด็ก อยากเรียนรู้ด้วย เพื่อนว่าวันอาทิตย์นี้ไง วันนั้นเป็นวันเสาร์ ฉันก็เก็บกระเป๋ามาพิษณุโลกคืนนั้น เพราะเหตุผลกอปรกันสามประการ หนึ่งมาเรียนรู้คอร์สเด็กอาปานสติ สองมาจัดการธุระเรื่องที่ดินที่ซื้อไว้ สามมาเจอเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นนักเขียนที่รู้จักกันเมื่อสิบปีก่อน

คอร์สเด็กอาปานสติสำหรับเด็ก ที่ศูนย์ธรรมอาภา พิษณุโลก แนวทางท่านโคเองก้า
สืบเนื่องมาจากว่า ฉันค้นหาแก่นของการนำเสนอรายการทีวีสำหรับเด็กมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จนเมื่อไม่นานนักที่มีความคิดว่าแก่นของการนำเสนอเรื่องใดๆ ในการทำงานของฉัน ควรมาจาก ธรรมะ จึงจะยังประโยชน์และคุณค่าสูงสุดในการทำงาน และเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
ประสบการณ์การเป็นธรรรมบริกร ฉันสรุปได้สั้นๆ โดยคำของ หลวงพ่อชา สุภทโท ว่า
...มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออก ฯลฯ ทางถนนหลายสาย โดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น
ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวาง แนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวาง สู่การไม่ยึดมั่น ก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

เรื่องที่ดิน
ฉันซื้อที่ดินที่บ้านทรัพย์ไพรวัลย์ พิษณุโลก ไว้เมื่อต้นปีนี้ ที่นี่เป็นที่ที่ฉันเคยไปอยู่กับครอบครัวเพื่อนสนิท ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย และเมื่อกลับมาจากการเรียนที่อเมริกา และไปเริ่มโครงการเมล็ดดาวกล่อมฝัน ( Whispering Seed ) ที่นั่นอยู่หนึ่งปี เมื่อฉันเริ่มทำโรงเรียนที่สังขละบุรี เหมือนฉันตระหนักรู้ในตัวเองชัดมากขึ้นว่า ที่นั่นไม่ใช่บ้านและไม่ใช่ที่ที่เราใช้ศักยภาพที่เรามีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฉันได้เดินทางกลับไปที่พิษณุโลกเมื่อต้นปี และได้ซื้อที่ดิน 14 ไร่ ใกล้ๆบ้านครอบครัวเพื่อนสนิทที่นั่น เป็นที่ที่เมื่อฉันเจอแล้วฉันเห็นภาพว่ามันจะเป็นหมู่บ้านนิทานเด็กที่สนุกและทำให้เด็กมีความสุขมาก และอาจจะเป็นบ้านของฉันได้ในวันหนึ่ง คราวนี้ฉันต้องไปเพื่อทำเอกสารเกี่ยวกับการเข้าทะเบียนบ้านที่นั่น และตั้งใจจะไปปักเขตที่ดิน
กลับไปที่นั่นครั้งนี้ รู้สึกว่า “ คิดถึง” ที่นั่น ๑๐ ปีแล้วที่เรารู้จักกันมา

เพื่อนนักเขียนที่รู้จักกันเมื่อ ๑๐ ปีก่อน
เพื่อนนักเขียนคนนี้เคยเป็นคนที่เคยไปขอพำนักตัวเองอยู่ที่อาศรมวงศ์สนิทเมื่อ ๑๐ ปีก่อนเพื่อบ่มเพาะเส้นทางการเป็นนักเขียน ที่อาศรมวงศ์สนิทเป็นที่ที่เราเจอกัน ตอนนั้นพี่ประชา หุตานุวัตร พูดถึงงานเขียนของเขาว่าหนังสือของเขาเขียนให้เทวดาอ่าน แปดปีผ่านมา คือสองปีก่อนหนังสือกวีทำมือของเขา เข้ารอบเจ็ดเล่มสุดท้ายของซีไรต์ จนวันนี้เขาเขียนหนังสือออกมาอย่างต่อเนื่องประมาณ ๒๐ เล่ม
เราแลกเปลี่ยนเรื่องราวช่วงเวลาที่เราไม่ได้เจอกันมา ๑๐ ปี
เขาให้อ่านงานเขียนหลายๆ ชิ้นของเขา ฉันก็ยังคล้ายๆ พี่ประชาว่า ฉันคงต้องเป็นนางฟ้าถึงจะอ่านเข้าใจมากกว่านี้ มีพื้นที่เหลือให้ตีความมากมายเหลือเกิน ฉันบอกเขาว่าฉันอยากเข้าใจงานเขียนของเขาโดยที่ยังไม่ต้องเป็นนางฟ้า เขียนงานมา 20 กว่าเล่ม และหลายหลายประเภททั้งในกวี เรื่องสั้นอีโรติก ภาพวาดประกอบ วรรณกรรมเยาวชน นิทาน ฉันเลือกให้เขาเล่านิทานที่เขาเขียนเกี่ยวกับลูกสาวของเขาที่อยู่กับแฟนเก่าของเขา เพราะดูเหมือนว่านั่นเป็นเรื่องที่เขาสะเทือนใจและมีทุกข์อยู่ เมื่อเขาเพิ่งบอกกับฉันว่า “ไม่มีบรรทัดไหนที่คนอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ โดยผู้เขียนไม่สะเทือนใจเป็น ๕ เท่ามาก่อน”
นิทานเรื่องพ่อกวางผากับลูกกวางผา โดยอุเทน มหามิตร
นิทานเรื่องที่โยงให้เห็นศรัทธาในเมล็ดพันธ์แห่งอุดมคติ คุณค่า ความงามของการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย
พ่อกวางผา กับลูกกวางผา อยู่ด้วยกัน พ่อกวางผามักจะไปที่หน้าผา และกระโดดจากหน้าผา โดยที่มีลูกกวางผาเฝ้ามองด้วยความไม่เข้าใจ และเจ็บปวด เมื่อเห็นพ่อกวางผา เดินกลับมาอย่างบาดเจ็บ วันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันที่มีลมโชย พ่อกวางผากำลังจะกระโดดโจนลงไปที่หน้าผา ลูกกวางผาตัดสินใจแล้วว่าวันนั้นจะกระโดดลงหน้าผาไปก่อนพ่อ พ่อกวางผาตกใจ และเข้าใจในความเจ็บปวดของลูกกวางผา และคิดว่าจะต้องเลิกกระโดดโจนหน้าผา
เมื่อ ๑๐ ปีก่อน ตอนที่พ่อกวางผายังเป็นกวางน้อย พ่อกวางผากระโดดลงหน้าผา เพราะเชื่อว่ามีลมหวนที่จะพัดพาเราขึ้นมาจากเบื้องล่างสู่ท้องฟ้า และวันนั้นเป็นวันที่มีลมพัดหวน
แล้ววันนี้ก็เป็นวันที่มีลมพัดหวนอีกครั้ง ลูกกวางผาขึ้นมาจากก้นผากับสายลมหวน ขึ้นมาหาพ่อกวางผา ด้วยความเข้าใจ และค้นพบศรัทธาในตัวของพ่อเขา จากนั้นพ่อลูกกวางผา จะกระโจนลงผาด้วยกันในวันที่มีลมพัดหวน.
เมื่ออุเทนเล่านิทานเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ฉันอ่านบทกวีที่ฉันใช้ขึ้นต้นในบทความนี้ให้เขาฟัง
“The faith waiting in the heart of a seed
Promises a miracle of life which it can not prove at once”
ศรัทธาซึ่งรออยู่กลางใจเมล็ดพืช
ให้สัญญาอัศจรรย์แห่งชีวิต
ซึ่งตนพิสูจน์มิได้ในทันที
 ระพินนารถ ฐากูร—

ฉันรู้สึกว่าได้รู้จักเพื่อนคนนี้ดีอีกครั้งแล้ว และจำได้ว่าครั้งแรกที่เรารู้จักกันได้ด้วยศรัทธา ความฝัน ที่เราทั้งสองมีของกันและกันซึ่งแต่ละคนพิสูจน์ไม่ได้ในทันทีใน ๑๐ ปีก่อนนั้น แต่ว่าวันนี้ฉันคิดว่าเมล็ดพันธุ์ศรัทธานั้นได้เติบโต และเริ่มออกดอกผลแล้ว เราใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพียงสี่วัน เรารู้สึกว่าเรารู้จักกันดีและเติมเต็มเวลา ๑๐ ปีที่เราห่างหายกันไป และคิดว่าอะไรบางอย่างข้างบน หรือที่เราเรียกกันว่า โชคชะตา ทำให้เรามาบรรจบพบกันในเวลา สถานการณ์ เงื่อนไข และปัจจัยที่เหมาะสม
การเดินทางไปพิษณุโลกครั้งนี้ ในรอบสิบปีที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้จักหัวใจตัวเองมากขึ้น และกล้าซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองมากขึ้น ย่อหน้าจบของบันทึกการเรียนรู้ในสัปดาห์นี้ ฉันเลือกที่จะจบด้วยบทกวีจากหนังสือ หิ่งห้อย อีกครั้ง
“My love of today finds no home
In the nest deserted by yesterday’s love”
รักข้าวันนี้ มิอาจพำนัก
ในรังซึ่งรักวันวาน ได้ผละจากไป

บทความที่ห้า ห้องเรียนของบัณฑิต

บทความที่ห้า
บันทึกการเรียนรู้ในชั้นเรียนบริหารการศึกษา ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
ห้องเรียนของบัณฑิต

หากบัณฑิตคือผู้ที่กลับมาสำรวจภายในตนเอง แล้วหาบทเรียนจากสิ่งนั้น
ห้องเรียนของบัณฑิต น่าจะเป็นห้องเรียนที่เรียนตามวาระของผู้เรียน ห้องเรียนที่มีการเปลี่ยนแปลงTransformative ของผู้เรียน ห้องเรียนที่ผู้เรียนไม่ได้จำว่าเรียนอะไร แต่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงภายในของผู้เรียน
วันนี้เป็นวันที่ฉันรู้สึกว่าห้องเรียนการบริหารการศึกษา ณ สถาบันอาศรมศิลป์เป็นห้องเรียนที่มีการเรียนรู้ที่แท้จริงของบัณฑิต ฉันกล้าเรียกพวกเราทุกคนว่าบัณฑิตอย่างแท้จริง เพราะวันนี้เป็นวันที่บรรยากาศการเรียนเปิดให้เรากลับมาสำรวจภายในตัวเอง ตามวาระของผู้เรียนแล้วหาบทเรียนจากสิ่งนั้น และพูดถึงการเปลี่ยนแปลงภายในของพวกเรา จากหน้างานที่เราทำ จากประสบการณ์ของแต่ละคน จากบันทึกการเรียนรู้ของแต่ละคน
ฉันพกพาความคาดหวังมากมายที่เป็นเหตุผลในการเข้าไปเรียนที่อาศรมศิลป์ หนึ่งชุมชนแห่งการเรียนรู้ สอง how to การบริหารการศึกษา หลักสูตร สามย่อย สำรวจ ใคร่ครวญประสบการณ์ของตน และสี่เป็นวาระลึกๆ ในใจที่ไม่ได้เขียนในใบสมัคร ซึ่งเพิ่งค้นพบกับตัวเอง คือต้องการที่พึ่ง ต้องการความช่วยเหลือ คำแนะนำ หรือว่าบางทีเขาอาจมีคำตอบให้เรา ฉันสะสมความผิดหวังจากความคาดหวังที่ตั้งไว้สูงสัปดาห์ละเล็กน้อย และพบว่าเวลาที่ฉันมีความสุขและเฝ้ารอที่สุดที่อาศรมศิลป์เป็นช่วงเวลาที่เท้าได้เหยียบทราย และได้เหงื่อ หลังจากการที่บางครั้งต้องปั้นหน้าเอาใจอาจารย์ และเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนมาค่อนวัน
หนังสือ รักเรียน เรียนด้วยรัก ห้องเรียนแห่งความรักและความเข้าใจระหว่างครูกับนักเรียน เฮอร์เบิร์ต เอ็ม.กรีนเบร์ก เป็นหนังสือที่ชั้นเรียนตกลงกันว่าจะอ่านเพื่อนำมาคุยกันในสัปดาห์นี้ นับว่าเป็นหนังสือที่ช่วยชีวิตฉันในสัปดาห์นี้ เพราะฉันตั้งใจว่าอาจจะมาคุยเรื่องลาออกจากสถาบัน เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ตามหวัง (ก็เพราะคาดหวังสูงมาก) อ่านหนังสือจบตอนหกโมงเช้าก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวมาสถาบัน ด้วยความรู้สึกที่เปิดกว้างกว่า เข้าใจอะไรมากขึ้น ว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้อยู่ในตัวเรา และหากเราต้องการเราต้องสร้างขึ้นมาภายในเราก่อน ( อย่างที่พี่นิดพูด ) how to บริหารการศึกษา บริหารทุน อย่างที่พี่ปาดพูด รู้กันแล้วล่ะ ทำกันมาหมดแล้ว อ่านมาเยอะ ทำมาเยอะแยะแล้ว ความช่วยเหลือแนะนำ คำตอบจากที่ปรึกษา จากสัปดาห์ที่ผ่านมาเราผ่านวิกฤต ปัญหามาก็ด้วยตัวเราเอง สุดท้ายคำตอบก็ต้องมาจากเรา ตัวเรานั่นล่ะ ที่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร จะไปรอพึ่งคำตอบจากใครไม่ได้ ความเข้าใจทั้งหลายเหล่านี้ก็เกิดมาจากการที่ตัวเองให้พื้นที่ในการย่อย สำรวจ ใคร่ครวญประสบการณ์ของตน และหาบทเรียนจากประสบการณ์นั้น และสถาบันเพียงสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เหมาะสม
หนังสือว่าอย่างไร บทเกริ่นพูดถึงความรัก ทำให้ฉันเข้าใจว่าอ๋อ เพราะว่าความรักนั่นเอง หากความรักหมายถึง การเอาใจใส่ในบุคคลอื่น การยอมรับว่าเด็กแต่ละคนมีความสำคัญและมีความดีงามในตัว ความตั้งใจที่จะฟังความเห็นของเด็ก การยอมรับในความแตกต่างของเด็ก นั่นคือความหมายของความรักที่เฮอร์เบิร์ตให้นิยาม ฉันถึงได้เข้าใจในตัวเองมากขึ้นว่า เพราะฉันมีความรักในตัวเด็กๆ นั่นเองที่ทำให้ฉันทำสิ่งต่างๆ ข้างต้นที่ความรักหมายให้ทำ
การสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่ม เรียนรู้จากประสบการณ์ของแต่ละคน วันนี้เปิดบรรยากาศกลุ่ม สร้างพื้นที่ไร้อเจนด้าให้พูด แต่ละคนรู้สึกว่ามีอะไรจะพูด มีวาระจะพูด แต่ละคนมีวาระที่ซ่อนเร้น
ประสบการณ์พี่เอง ประสบการณ์พี่จือเห็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของพี่จือ จากพยาบาลผู้มีอำนาจเหนือคนไข้ มาสู่ผู้รับใช้ มีแรงขับดันภายในที่จะทำเพื่อคนอื่น อุทิศตัวเอง ในสภาพที่ไม่พร้อมของคนอื่น เราเองมีความคาดหวังอยู่ด้วย ทำให้ใจหวั่นไหวได้ รู้สึกว่าเราทำมาสักพักแล้ว เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้
พี่ปาด อ่านเพื่อมาสร้างความสัมพันธ์ แล้วก็มาเลคเชอร์เพื่อนๆ ในห้องเรียน หลังจากฟังพี่ป่านอยู่พักใหญ่ ฉันรู้สึกว่าฉันจะไม่ปั้นหน้าเอาใจใครอีกต่อไป ฉันรู้สึกว่าหากฉันต้องการชุมชนแห่งการเรียนรู้ฉันก็ต้องสร้างมันขึ้นมาภายในตัวฉันเอง และ ณ นาทีนี้ที่ห้องเรียนนี้ แล้วฉันก็พ่นออกไปว่า ฉันตั้งใจว่าอาจจะมาลาออก ณ วันนี้ หากไม่ได้อ่านหนังสือเฮอร์เบิร์ต และหากไม่ได้มีการเอาบทบันทึกของการเรียนรู้ของนักศึกษาร่วมชั้นมาแลกเปลี่ยนกัน ฉันรู้สึกว่านั่นล่ะ ที่ฉันได้ ฉันต้องการชุมชนที่เราร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ให้พื้นที่ตรงนี้ร่วมกันเพื่อเรียนรู้อย่างจริงจัง ที่จะกลับไปดูภายใน ไม่ใช่พื้นที่ของการมาพูดอธิบาย เลคเชอร์ วิพากษ์ระบบการศึกษา ศตวรรษที่เจ็ดสิบ แต่ว่าฉันอยากเรียนรู้ว่าพี่ป่านเป็นอย่างไร กับโรงเรียนเพลินพัฒนา พี่เองเรียนรู้อะไรกับการเปลี่ยนผ่านของชีวิต พี่นิดคิดอย่างไรถึงจะไปอยู่สบลาน พี่ปุ๊กพี่ขนุนต้องการอะไรไปเปลี่ยนแปลงนักศึกษาธรรมศาสตร์ เพราะฉันตระหนักได้ว่าฉันจำชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนไม่ได้ จำได้แต่หน้า แต่ก็ไม่รู้ว่าเขามีความคิดฝัน มีประสบการณ์ มีความคิดที่ลึกซึ้งกับเรื่องอะไร มีเป้าหมายอะไรในการมาอยู่ ณ ตรงนี้ร่วมกัน หากแต่ว่าเป็นการมาอยู่ร่วมกันเพื่อวิพากษ์อะไรบางอย่างนอกตัวเรา และไม่ได้พูดถึงการเรียนรู้ภายในของแต่ละคน การไม่รู้ตรงจุดนั้น การไม่รู้จักกัน ไม่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งในกลุ่มชั้นเรียนทำให้ฉันก็ไม่กล้าเปิดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวฉัน และฉันคิดว่าคนอื่นๆก็เช่นกัน ที่ผ่านมาสับดาห์ก่อน แม้ฉันจะเขียนบทความบันทึกการเรียนรู้แล้วฉันก็ไม่กล้าส่ง หากแต่ว่าเป็นการมาอยู่ร่วมกันเพื่อวิพากษ์อะไรบางอย่างนอกตัวเรา และไม่ได้พูดถึงการเรียนรู้ภายในของแต่ละคน
จากการฟังพี่ปาด ทำให้ตระหนักรู้ว่าเราอยากได้การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของแต่ละคน ความสัมพันธ์ อยากฟังเรื่องของพี่ป่านเรื่องที่เอาประสบการณ์ตัวเองที่เพลินพัฒนา ไม่อยากฟังแบบเลคเชอร์จากพี่ป่าน ตีความวิเคราะห์ มากมาย ทำให้เราหลุดออกไปจากความรู้สึก ปัจจุบันขณะ จากประสบการณ์ของแต่ละคน ไร้พลัง
ในขณะที่พี่เอง พี่จือพูด มีพลัง มีความรู้สึกมีการเปลี่ยนแปลง
การกลับมาดูจิตใจตัวเองเป็นระยะๆ จะสร้างที่ว่างมากขึ้น ทำสิ่งใดๆ ด้วยใจที่เป็นปรกติมากขึ้น
พื้นที่นี้ก็พื้นที่การเรียนรู้ของเราเหมือนกัน เราต้องการการเรียนแบบไหน เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมา ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่แท้ก็อยู่ในตัวเรานั่นแหละ อย่างที่พี่นิดว่าไว้.

บทความที่สี่ สัปดาห์ที่ห้า การสิ้นสุดการเดินทางของถนนที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด

บทความที่สี่ สัปดาห์ที่ห้า
การสิ้นสุดการเดินทางของถนนที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด

เมื่อวานฉันเขียนบทความที่ชื่อว่าบทสนทนาระยะสุดท้ายของถนนที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด วันนี้บทความที่ฉันจะเขียนน่าจะชื่อว่า การสิ้นสุดการเดินทางของถนนที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด ในบทความวานนี้ฉันเขียนว่าฉันกำลังเดินทางไปที่ศูนย์การเรียนห้วยหิ่งห้อย เพื่อจัดการกับภาระที่คั่งค้าง และอาจเป็นวันที่ฉันต้องตัดสินใจอะไรที่รอบคอบ เด็ดขาด ประเมินตัวเองดีแล้ว
คำตอบเดินทางมาหาฉันเช้ามืดวันนี้ว่า ถึงเวลาของการสิ้นสุดการเดินทางของถนนที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุดสายนี้สู่ศูนย์การเรียนห้วยหิ่งห้อย ฉันคิดว่าถึงเวลาปิดศูนย์การเรียนห้วยหิ่งห้อย ที่เพิ่งเปิดมาสามเดือน ภาคการศึกษาแรกเท่านั้น เพราะอะไร เกิดอะไรขึ้น ประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กก็ออกมาว่าเด็กมีความสุข
เหตุการณ์เมื่อวานที่ทำให้ฉันต้องขึ้นมาที่สังขละบุรีโดยทันที เพราะว่าเกิดเหตุการณ์ที่ฉันกลัวว่าวันหนึ่งจะเกิด แต่ไม่นึกว่ามันจะเกิดเร็วขนาดนี้ นั่นก็คือ การท้าทายเผชิญหน้ากับนายทุน กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอิทธิพล กลุ่มอำนาจ กลุ่มการปกครองส่วนท้องถิ่น และที่สำคัญกลุ่มการศึกษากระแสหลัก เหล่านี้ประดังประเด เข้ามาในเวลาอันใกล้ในทีเดียว ฉันจะไล่ไปว่าฉันทำอะไรบ้างที่เป็นการเผชิญหน้าต่างนานา จนทำให้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยในชีวิตของฉันเอง ของเด็กเอง
ฉันเชื่อว่าฉันมีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ฉันก็มีสติปัญญาเท่าทันที่จะรู้ว่ากาละเทศะที่เหมาะสม และถูกที่ถูกทางเป็นอย่างไร และก็มีสติพอที่จะหยั่งคะเนเหตุการณ์ในอนาคตได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มีใครเคยบอกว่าการทำงานกับเด็ก การทำงานการศึกษาหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองแน่ และมันคือเรื่องที่อยู่ในโครงสร้างอันเดียวกัน เราอยู่ภายใต้โครงสร้างอันอยุติธรรมอันเดียวกัน ฉันเชื่อและมีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ว่าถูกกาลเทศะ นาทีนี้ฉันคิดว่าศูนย์การเรียนห้วยหิ่งห้อยไม่มีความปลอดภัยเสียแล้ว ฉันคิดว่ามันอยู่ในทีที่ไม่เหมาะ และไม่มีทางออก หากจะอยู่อย่างต่อสู้กับสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้องและไม่ถูกต้อง หากว่ายังดึงดันจะอยู่ ทำต่อ ก็จะอยู่อย่างแคระแกน น้ำท่วมปาก พูดมากไม่ได้ ท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายกลุ่มผลประโยชน์ ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูที่ถาวร มีแต่เกมการเมือง อยู่แบบถูกเขม่นจากภาคการศึกษากระแสหลัก ยอมให้เด็กหายไปจากศูนย์อยู่ตลอดเวลาด้วยการค้าแรงงานเด็ก ต้องอยู่แบบยอมจำนน
ครูคนหนึ่งของฉันที่ฉันมาจัดการให้เขาออกจากพื้นที่โดยทันที เพราะว่าเขาต้องหาซื้อปืนพกไว้ที่บ้านพักครู เพราะครูคนนี้ไปเล่นเกมส์การเมือง ไปออกหน้าออกตาเรื่องการค้าแรงงานเด็ก ไปท้าทายกลุ่มอำนาจโรงเรียนมัธยมห้วยมาลัย ไปออกหน้าว่าความถูกต้องต้องมากับอำนาจ กองกำลัง ไปเข้าพวกกับนายทหารที่ท้าทายกระแสของกลุ่มผู้มีผลประโยชน์และอิทธิพลในพื้นที่ แต่ว่านายทหารนั้นมีกองกำลัง และกองกำลังเสริม และอาวุธ และไม่ใช่คนที่อยู่ในพื้นที่นาน มาสามเดือน หกเดือนก็ไปทำภารกิจที่อื่น แต่เราศูนย์การเรียนห้วยหิ่งห้อย จะอยู่ทีนี่ตลอดไป เด็กอยู่ที่นี่ตลอดไป เกิดที่นี่ มีรากอยู่ที่นี่ ไม่มีอาวุธ ไม่มีที่อยู่กิน อาศัยที่ที่ปลูกยางพารา ทีที่คนใต้ ผู้ใหญ่บ้าน อบต. บุกรุกพื้นที่อุทยานปลูกยางพารา
ฉันจัดการให้เขาออกจากพื้นที่ในทันที ในหน้าที่ของคนที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ในฐานะพี่สาวคนหนึ่งของเขา หรือในฐานะอะไรก็ตามที่ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ปลอดภัยในชีวิตจนถึงกับต้องครอบครองอาวุธไว้ในมือ แต่ฉันก็บอกเขาว่าเขาทิ้งปัญหาไว้ให้ใหญ่โตนะ ให้รู้ว่าคนที่นี่จะอยู่อย่างไร ท่าทีของคนในพื้นที่เป็นคนแบบไหน ฉันไม่ได้ว่าเขาผิดไปทั้งหมด เขาทำตัวเขาเอง วางท่าทีผิด แต่ด้วยที่ว่าฉันเองก็ไม่เด็ดขาดพอในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการที่เห็นท่าทีความเป็นเขา และไม่ทันระวังและยั้งคิดว่าจะทำให้เกิดเรื่องได้เร็วขนาดนี้ แต่ว่าฉันก็ไม่ได้โทษเขาทั้งหมด ลึกๆ เขาก็คิดเหมือนฉัน เชื่อในสิ่งถูกต้องกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ว่าไร้ปัญญาและไร้กาลเทศะ มีแต่ความคิดว่ากูแน่ กูเจ๋ง กูเก่ง กูกร่าง กูมีอำนาจมีกองกำลังหนุน และกูก็ไม่ใช่คนที่จะลงรากปักฐานอยู่ที่นี่
นั่นคือเหตุการณ์เฉพาะหน้าวันวาน หากแต่ว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หรือว่าตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา ฉันทบทวนอยู่ตลอดว่าทิศทางของศูนย์จะเป็นอย่างไร และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงก็เพื่อให้เหมาะกับสภาพ กับวิถีชีวิตจริงของผู้เรียน แต่ในขณะเดียวกันฉันก็มีเป้าหมายที่จะไปถึงในเรื่องของเป้าหมายการจัดการศึกษาเพื่ออะไร
Living in the trench เขาว่าการสอนก็เหมือนนั่นน่ะ
โรงเรียน Schoolness ไม่ใช่คำตอบของที่นี่ กศน ไม่ใช่คำตอบของที่นี่ สภาพของเด็กที่นี่ คือวัยแรงงาน วัยที่ต้องทำงาน เพราะครอบครัวยากจน ไม่ใช่มานั่งเรียนอย่างมีความสุข แต่ที่บ้านพ่อแม่ไม่มีอะไรจะกิน หากเขาจะอยู่ในชุมชน ในชุมชนมีอะไรให้เขาทำ แรงงานราคาถูก ตัดหญ้าวันละร้อย ไม่มีที่ดินทำกิน ให้มาทำที่ทำกินในโรงเรียน โรงเรียนก็มีที่อยู่กะจิ๊ดเดียว เช่าอีกหกไร่ อีกสี่ปี แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของที่พร้อมที่จะเอาที่กลับอยู่ตลอดเวลา และตั้งท่าว่าจะไม่เคยขายที่ให้เพิ่มกับโรงเรียน
เราจัดการศึกษาที่ทำให้เด็กรู้จักศักยภาพของตนเองได้ รู้ว่าอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร แต่ข้อสอง นำศักยภาพนั้นเลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างมีสัมมาอาชีวะ ฉันมองว่าเขาทำได้ยากที่นี่ เพราะสภาพดังกล่าว ไม่มีที่ดิน ไม่มีความรู้ ได้เป็นแค่แรงงานราคาถูก ต้องออกจากหมู่บ้าน ไปโรงงานสับไก่ สับไก่อย่างมีความสุข หวังว่าวันหนึ่งอาจจะเป็นเจ้าของกิจการสับไก่ ยากหนึ่งในหมื่นก็ยังยาก ฉันมองว่าใช่ เขาไปสับไก่ได้ อย่างมีความสุข แต่ฉันว่านั่นไม่ใช่การทำเพื่อยังชีพ ยังเบียดเบียนตัวเองต้องก้มหัวจมยอมให้กับความอยุติธรรม ใช้แรงงานเยี่ยงทาส
ข้อสาม นำศักยภาพที่แท้ของตน สร้างสรรค์ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอันอยุติธรรมด้วยสันติ นี่ต่างหากเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ฉันมีไว้ในใจ หากได้ข้อหนึ่งข้องสองข้อสามข้างต้นแล้ว ฉันมองว่าหากยังอยู่ที่นี่ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่นี่ไม่ได้ ณ ด้วยยุทธวิธีนี้ ด้วยกำลัง กองหนุนที่เรามี ทรัพยากรที่เรามี อยู่ทีนี่เราใช้ศักยภาพไม่ได้อย่างเต็มที่ พูดไม่ได้เต็มปาก เพราะจะถูกลูกซองเอาสักวัน สภาพพื้นที่ชายแดนสุดขอบโลก จะประกอบธุรกิจอิสระ การตลาดก็ทำยาก เพราะเป็นซะเมืองชายแดน ค่าขนส่งอีกล่ะ แล้วไหนจะรากความเชื่อเก่าๆ อีกล่ะ
โครงสร้างที่นี่มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมาย และมีอิทธิพลผลประโยชน์ แม้เอ็นจีโอที่เข้ามาทำงานที่นี่มากมายก็มีผลประโยชน์แฝงอยู่ไม่น้อย หากพูดถึงหัวใจของการบริหารการศึกษาที่นี่ก็บริหารยาก โดยเฉพาะเรื่องคน ครู เป็นพื้นที่ชายขอบ ยากที่จะหาครูมาอยู่ที่แท้ ทุนก็ยากที่จะบริหารให้ยั่งยืน หากแต่ต้องอิงกับแหล่งทุนเขียนโครงการอยู่มาก
ฉันไม่ได้ปิดเพราะยอมจำนน แต่ฉันว่าฉันต้องถอยเพื่อสร้างยุทธศาสตร์ต่อสู้ใหม่ สร้างพื้นที่ใหม่ที่ฉันสามารถเป็นอิสระได้มากกว่านี้ ใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ มีที่ดินที่เป็นของตัวเอง มีการจัดการทุนที่ยั่งยืน ที่ที่ทำให้รู้สึกมองเห็นภาพการเจริญเติบโตให้ร่มเงา ที่ที่มีกัลยาณมิตรแท้ ที่ที่ลมพัดเย็นสบาย ที่ที่ฉันรู้สึกได้ว่าเป็นบ้าน และไม่ต้องเผาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ที่ที่ไม่ใช่อยู่แล้วรู้สึกว่าเป็นเพียงแสงเทียนภายใต้พายุที่พัดกระหน่ำ ที่ที่ฉันอยู่แล้วทำให้แม่น้ำอุดมสมบูรณ์ แล้วมีหิ่งห้อยมากมาย
ที่นี่แสงหิ่งห้อยริบหรี่ และน้อยลงทุกวัน เพราะห้วยมีสารเคมียาฆ่าหญ้า ป่าข้างบนเป็นสวนยางไปหมด ภูเขาหัวโล้นปีละหลายสิบภู วันนี้หิ่งห้อยน้อยๆ ของฉันต้านแรงกระแสบริโภคภิวัฒน์ไม่ไหว ก็ต้องยอมรับ แล้วสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ สร้างพื้นที่ใหม่ สร้างเด็กรุ่นใหม่ ในพื้นที่ที่เพาะบ่มเขาได้อย่างแท้จริง แล้วในวันข้างหน้าอีกไม่นาน ยังไม่สายที่เขาจะกลับมาบูรณะ เปลี่ยนแปลงห้วยของเขาเอง เพื่อสร้างหิ่งห้อยน้อยๆ อีกมากมาย วันหนึ่งศูนย์การเรียนห้วยหิ่งห้อยจะเกิดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีหิ่งห้อยเต็มลำห้วย นั่นหมายความว่าลำน้ำนั้นสะอาดอุดมสมบูรณ์
เทอมเรียนที่ว่าจะให้เด็กไปทดลองเป็นแสงไฟนีออนในเมืองเป็นอันว่าต้องยกเลิกพับไป พุ่งพลังไปที่สร้างฐานใหม่ สร้างพื้นที่ใหม่ให้เด็กเลยทีเดียว ที่ยั่งยืนกว่า ไม่ใช่เพียงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันวัน เป็นเดือนๆ แต่ถอยเพื่อให้ยั่งยืน วางรากฐานที่แข็งแกร่งกว่า
คนเราไม่ใช่มีแต่เพียงความกล้าที่จะไป จะทำ แต่ต้องกล้าที่จะหยุด และถอย ในกาละที่เหมาะสมเช่นกัน ฉันเคยเป็นคนที่ดันทุรัง ดื้อรั้น แต่วันนี้ฉันรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น ฉันยังเป็นคนกล้าหาญและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน นั่นคือการใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง กับครอบครัว กับเด็กชายขอบ และสร้างพื้นที่สร้างสรรค์เปลี่ยนแปลงสังคม โครงสร้างสังคมอันอยุติธรรมอย่างสันติ หากแต่ว่าวันนี้ฉันนึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ฉันรู้ว่ามีคนที่ฉันรักมากมาย และมีคนมากมายที่รักฉัน เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ทำสิ่งที่รั้น ดันทุรัง แต่ควรกล้าหาญทำในสิ่งที่ทำด้วยปัญญา ความรอบคอบ ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และด้วยความรักและเมตตา
สิ่งที่ฉันวางไว้ว่าจะทำมีอยู่สามอย่าง ของโครงการเมล็ดดาวเดินทาง หมู่บ้านนิทานเด็ก รวบรวมนิทานทั่วโลก ทำกิจกรรมนิทาน เรื่องจินตนาการของเด็กๆ ทำเรื่อง Fly again Studio ทำสื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ลงลึกได้ในเรื่องต่างๆ อีกอย่างคือการทำเรื่องโรงเรียนสำหรับเด็กวัยรุ่น เด็กที่กำลังค้นหาความฝัน ทดลอง อยากสำรวจว่าตัวเองอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร มีพื้นที่ให้เขาได้ลองเป็นลองทำ ได้ทำจริง เรียนรู้จากโลกกว้าง ที่นี่พื้นที่ร้อน ที่สังขละ ทำใหดูเหมือนว่าฉันจำทำสิ่งนั้น ไม่ได้ทั้งหมด แม้เพียงสิ่งเดียวคือโรงเรียนก็ยาก ต้องใส่พลังงานเต็มร้อย และอาจจะได้กลับมาเพียงห้า หากแต่ว่าหากฉันถอยสักหน่อย แล้วเตรียมตัวให้พร้อมกว่า ให้อยู่ในที่ที่ฉันสามารถใส่ไปร้อยแล้วได้กลับมาห้าสิบ หรือเกินร้อย ซึ่งมันเป็นไปได้ และประสบการณ์กว่าห้าปีสอนให้ฉันรู้ว่าไม่ใช่ที่นี่ไม่ใช่ที่สังขละบุรี
ฉันยังอยากที่จะอยู่กับครอบครัว มีครอบครัว ครอบครัวที่ฉันคิดว่าฉันเคยมีที่สังขละ กลับเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ครอบครัวฉันแล้ว ไม่ใช่คนรักฉันแล้ว แล้วฉันมีใคร ทำไมฉันถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ ฉันไม่เคยกลัวกับการเริ่มต้นใหม่ หากฉันกลัวแต่ว่าจะทำความผิดซ้ำเดิม แพทเทร์นเดิมๆ รึเปล่าที่ว่าเริ่มอะไรแล้วไม่ค่อยทำได้จนเสร็จ หรือเป็นเพราะว่าฉันจ้ำอิน กระโดดลงในแต่ละสิ่งเร็วเกินไป ทำให้ฉันต้องรู้สึกเหมือนว่าฉันต้องพยายามทำมันให้เสร็จ หากว่าฉันไม่กระโดดลงไปแต่แรกเร็วเกินไป และรอบคอบกว่านี้ฉันก็อาจจะไม่เริ่มสิ่งนั้น แต่หากว่าฉันไม่เคยเริ่มอะไรไม่เคยมีประสบการณ์ตรงฉันเองก็จะไม่รู้เช่นกันว่าประสบการณ์นั้นใช่หรือเปล่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนต้องการความสมดุล จังหวะ ฉันอยู่จุดไหนกันของทุกสิ่ง ณ เวลานี้

บทความที่สาม สัปดาห์ที่สี่ บทสนทนาระยะสุดท้ายของถนนที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

บทความที่สาม สัปดาห์ที่สี่
บทสนทนาระยะสุดท้ายของถนนที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
เราสองคนเดินทางออกจากกรุงเทพตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า มาอยู่บนถนนเส้นสุดท้ายสู่สังขละก็ประมาณสามทุ่ม บทสนทนาระยะสุดท้ายของถนนที่ทำให้รู้ว่า การเดินทางของวันนี้เราจะสิ้นสุดลงสักที กลายเป็นความหมายของวันนี้ ฉันนึกคำตอบบางอย่างให้กับเพื่อนคนสำคัญคนนี้ เพื่อนคนนี้จะเป็นคนที่ถามฉันตลอดว่าเรียนเป็นอย่างไร เรียนอะไร How is your Master Degree school? ฉันนึกได้ว่าฉันได้แต่บอกกับเขาไปว่าฉันทำอะไร แต่ไม่เคยบอกว่าฉันเรียนอะไร หรือว่าได้เรียนรู้อะไร
บทสนทนาวันนี้เรื่องที่ว่าฉันได้เรียนรู้อะไรในระหว่างที่เข้าไปเรียนที่อาศรมศิลป์ ยังทำให้ฉันพูดบางอย่างที่ฉันพยายามจะพูดบอกกับเพื่อนคนนี้มาตลอดทั้งวัน ว่าฉันรักเขา ได้ยินไหม ฉันพยายามจะพูดจะบอกเขามาตลอดระยะทางที่เรานั่งรถมาด้วยกัน ยังรักอยู่ รักและปรารถนาดีกับเขามากมาย
แล้วเราคุยอะไรกันในบทสนทนา
ในเส้นทางการเดินทางกลับสังขละวันนี้ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะเส้นสุดท้าย จากทองผาภูมิเข้าสังขละบุรี เส้นโค้ง ขึ้นเขาเส้นนี้ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเมื่อเราเห็นสะพานรันตี เราจะรู้ว่าอีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเราจะถึงจุดหมายขึ้นมาทันใด จากที่เราเพิ่งคิดกันว่าเมื่อไหร่จะถึงนะ ดูว่าถนนนี้จะไม่มีที่สิ้นสุด ฝนตกพรำๆ พอให้ถนนลื่นกำลังดีทำให้ขับยากขึ้นมาอีกไม่น้อยในเวลากว่าๆ สามทุ่มอย่างคืนนี้
สิ่งที่เข้ามาในความคิดของฉัน คือ ฉันไม่เคยตอบคำถามเขาว่าฉันเรียนอะไร อยู่ดีๆ ฉันก็โพล่งกับเขาว่า รู้ไหมที่สถาบันอาศรมศิลป์ทำให้ฉันเรียนรู้อะไร สถาบันเสริมโอกาสและสนับสนุนบรรยากาศให้ผู้เรียนเข้าไปข้างใน เรียนรู้จากภายในตัวเอง ไม่ใช่จากความรู้ข้างนอกที่มีอยู่มากมายเหลือคณา ทั่วๆ ไปสอนให้เราเรียนจากข้างนอก เรียน เรียน เรียนไม่รู้จักหยุด แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ตั้งแต่เข้าไปสถาบัน ตั้งแต่วันที่สอบสัมภาษณ์ คือ การหยุดที่จะเรียนรู้จากข้างนอก แล้วมองกลับมาภายใน เรียนรู้จากตัวเอง จากความรู้สึก ความนึกคิด อารมณ์ของตัวเอง
อย่างเช่นวันนี้ฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ในปฏิกิริยาที่ฉันมีกับเขา วันนี้เป็นวันที่วุ่นวายของเขามาก อะไรก็ไม่เป็นดั่งใจ เป็นวันที่ใหญ่สำหรับฉันเช่นกัน เพราะฉันกำลังเดินทางขึ้นไปสะสางภารกิจที่คั่งค้าง และอาจจะนำมาซึ่งการตัดสินใจอะไรที่เด็ดขาดสำหรับเรื่องศูนย์การเรียนห้วยหิ่งห้อย ฉันก็ยังนิ่งได้ ยังนิ่งฟังเขาได้ และไม่ได้ฟังอย่างแต่ก่อนที่ตัดสินเขา ฟังแบบบงการเขา หรือว่านะ ถ้าฉันเป็นเขาฉันจะไม่ทำอะไรอย่างนั้น หากแต่ฟังอย่างเข้าใจ ไม่ได้ห้ามปรามว่าห้ามโกรธ ไม่ได้พยายามที่จะใสสีให้สวยงามขึ้น หรือฉูดฉาดบาดตา หรือปกปิดอะไรบางอย่าง ฉันฟังเขาอย่างเข้าใจ เอาใจฉันไปอยู่ในใจเขา แล้วคิดว่าหากฉันเป็นเขาฉันจะรู้สึกอย่างไร ฉันคงรู้สึกเช่นกันกับเขาในบริบทที่เขาเป็น และฉันให้เวลาและพื้นที่ที่เขาต้องการที่จะอยู่คนเดียว เดินหนีไปสงบสติอารมณ์ นั่งเหนื่อยถอนหายใจอยู่ในร้านอาหาร เชื่อว่าเขาจะกลับมาเมื่อเขาพร้อม และเมื่อเขากลับมาที่รถ เพียงถามเขาว่ารู้สึกดีขึ้นบ้างใช่ไหม
ฉันบอกเขาว่าฉันยืมหนังสือการศึกษาทางเลือกของเขาไปอ่านสิบเล่ม แล้วฉันค้นพบอะไรที่หายไปในหนังสือการศึกษาทางเลือกพวกนั้น สิ่งที่ขาดหายไปคือ แม้จะเป็นการศึกษาทางเลือกของทางตะวันตกแล้วก็ยังไม่พูดกันอย่างลึกซึ้งถึงการเรียนรู้จากภายใน มองเข้ามาข้างใน เรียนรู้จากภายใน แล้วฉันก็อธิบาย
เพื่อนเป็นคนอเมริกันทางเลือก เป็นนักการศึกษาทางเลือกตัวยง เขาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับฉันในตอนแรก และพยายามหาเหตุผล ตัวอย่าง มาปกป้องการศึกษาทางเลือกที่เขาเชื่อที่เขียนในหนังสือ ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็ฟัง ฉันก็ปล่อยให้เขาไม่เห็นด้วยต่อไป เพราะเขากลับมาถามฉันว่าสถาบันเป็นสถาบันแนวพุทธใช่หรือเปล่า ฉันตอบว่าใช่ พุทธ ที่ว่าให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบาน
แล้วเขาบอกว่าที่เขากลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่อเมริกา เขามีเวลาได้อ่าน Herb Kohl, Stupidity and Tears; Teaching and learning in trouble times โคลท์เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตว่า เขาเป็นคนที่อยู่กับเด็กมาตลอดชีวิต สอนมาตลอดชีวิต แต่ว่าปีหนึ่งที่เขากับภรรยาหยุดสอนหนึ่งปี แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส แล้วเขียนหนังสือ เล่มนี้ เล่มที่พูดว่าการเข้าไปเป็นครูในชุมชนได้อย่างไร เข้าไปฟังชุมชนอย่างไร กับเป็นปีที่ดีทีสุดในชีวิตของเขา
เพื่อนฉันบอกว่าน่าสนใจในประเด็นที่เขาบอกว่า เป็นคนที่สอน และรักเด็กอยู่กับเด็กมาตลอด แต่ปีที่ดีทีสุดของชีวิตกับเป็นปีที่หยุดสอน ทำให้ฉันเล่าเรื่องที่อาจารย์อ๋อยเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับเสกสรรค์ให้เขาฟังอีกทอดหนึ่ง ที่ว่าเสกสรรเป็นเสกสรรค์ที่ละทิ้งวีรบุรุษตุลา แต่เป็นเสกสรรค์ที่เข้าใจชีวิต ธรรมะ
ฉันบอกว่านี่อาจจะเป็นการละ การละความที่คิดว่าเป็นตัวเอง สู่ความไม่เป็นตัวตน ไม่หลงตามความฝัน ไม่ฝันว่าฉันเป็นคนนั้นคนนี้ แล้วพอได้เป็นก็มีเพียงภาพนั้นฝังใจว่านั่นคือฉันที่แท้ แท้จริงฉันคือใครกัน ฉันเข้าใจตัวฉันเองแค่ไหน ฉันเข้าใจชีวิตมากแค่ไหนกัน
เพื่อนฉันนิ่งไป หันมามามองหน้าฉัน นาทีนั้นที่ฉันได้บอกเขาว่า นะ ฉันยังรักเขาอยู่ ได้ยินไหม ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราจะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็เป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญ และเป็นคนที่ฉันรัก การที่รู้ว่ารักใครก็เป็นสิ่งดีดีในชีวิต ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นด้วยนะ ฉันเข้าใจว่าเช่นนั้น
ฉันรับรู้ได้ว่า ทั้งฉันและเขา เราทั้งสองกอดความฝันของแต่ละคนอย่างหนักแน่น เต็มบ่า เต็มอก เต็มแรง แม้จะต้องไม่มีกันและกัน เราห่างจากกันและกันได้ แต่เราทั้งสองไม่ยอมห่างจากความฝันของเรา ฉันรู้สึกว่าฉันกอดมันแน่นเกินไป จนไม่เหลือพื้นที่ให้ใครเข้ามา ฉันรู้สึกได้ว่าคืนนี้ในอีกห้านาทีที่เราจะถึงจุดหมาย เขาก็รู้สึกเช่นกันว่าเขาเริ่มหายใจไม่ทัน เพราะเขากอดความฝันนั้นแน่นเกินไป
ฉันเขียนบทความนี้ตอนสี่ทุ่มกว่าๆ หลังจากเดินทางมาทั้งวัน แต่ด้วยแรงบันดาลใจข้างต้น ทำให้ฉันคิดว่าต้องฉวยช่วงเวลาและบันทึกสิ่งนี้ไว้ เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันอีกวันที่ใหญ่สำหรับฉัน จะเป็นวันที่มีอะไรเข้ามาอีกมากมาย ฉันจึงต้องเก็บวันเวลานี้ไว้ ณ บทความนี้

บทความที่สาม สัปดาห์ที่สี่ บทสนทนาระยะสุดท้ายของถนนที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

บทความที่สาม สัปดาห์ที่สี่
บทสนทนาระยะสุดท้ายของถนนที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
เราสองคนเดินทางออกจากกรุงเทพตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า มาอยู่บนถนนเส้นสุดท้ายสู่สังขละก็ประมาณสามทุ่ม บทสนทนาระยะสุดท้ายของถนนที่ทำให้รู้ว่า การเดินทางของวันนี้เราจะสิ้นสุดลงสักที กลายเป็นความหมายของวันนี้ ฉันนึกคำตอบบางอย่างให้กับเพื่อนคนสำคัญคนนี้ เพื่อนคนนี้จะเป็นคนที่ถามฉันตลอดว่าเรียนเป็นอย่างไร เรียนอะไร How is your Master Degree school? ฉันนึกได้ว่าฉันได้แต่บอกกับเขาไปว่าฉันทำอะไร แต่ไม่เคยบอกว่าฉันเรียนอะไร หรือว่าได้เรียนรู้อะไร
บทสนทนาวันนี้เรื่องที่ว่าฉันได้เรียนรู้อะไรในระหว่างที่เข้าไปเรียนที่อาศรมศิลป์ ยังทำให้ฉันพูดบางอย่างที่ฉันพยายามจะพูดบอกกับเพื่อนคนนี้มาตลอดทั้งวัน ว่าฉันรักเขา ได้ยินไหม ฉันพยายามจะพูดจะบอกเขามาตลอดระยะทางที่เรานั่งรถมาด้วยกัน ยังรักอยู่ รักและปรารถนาดีกับเขามากมาย
แล้วเราคุยอะไรกันในบทสนทนา
ในเส้นทางการเดินทางกลับสังขละวันนี้ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะเส้นสุดท้าย จากทองผาภูมิเข้าสังขละบุรี เส้นโค้ง ขึ้นเขาเส้นนี้ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเมื่อเราเห็นสะพานรันตี เราจะรู้ว่าอีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเราจะถึงจุดหมายขึ้นมาทันใด จากที่เราเพิ่งคิดกันว่าเมื่อไหร่จะถึงนะ ดูว่าถนนนี้จะไม่มีที่สิ้นสุด ฝนตกพรำๆ พอให้ถนนลื่นกำลังดีทำให้ขับยากขึ้นมาอีกไม่น้อยในเวลากว่าๆ สามทุ่มอย่างคืนนี้
สิ่งที่เข้ามาในความคิดของฉัน คือ ฉันไม่เคยตอบคำถามเขาว่าฉันเรียนอะไร อยู่ดีๆ ฉันก็โพล่งกับเขาว่า รู้ไหมที่สถาบันอาศรมศิลป์ทำให้ฉันเรียนรู้อะไร สถาบันเสริมโอกาสและสนับสนุนบรรยากาศให้ผู้เรียนเข้าไปข้างใน เรียนรู้จากภายในตัวเอง ไม่ใช่จากความรู้ข้างนอกที่มีอยู่มากมายเหลือคณา ทั่วๆ ไปสอนให้เราเรียนจากข้างนอก เรียน เรียน เรียนไม่รู้จักหยุด แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ตั้งแต่เข้าไปสถาบัน ตั้งแต่วันที่สอบสัมภาษณ์ คือ การหยุดที่จะเรียนรู้จากข้างนอก แล้วมองกลับมาภายใน เรียนรู้จากตัวเอง จากความรู้สึก ความนึกคิด อารมณ์ของตัวเอง
อย่างเช่นวันนี้ฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ในปฏิกิริยาที่ฉันมีกับเขา วันนี้เป็นวันที่วุ่นวายของเขามาก อะไรก็ไม่เป็นดั่งใจ เป็นวันที่ใหญ่สำหรับฉันเช่นกัน เพราะฉันกำลังเดินทางขึ้นไปสะสางภารกิจที่คั่งค้าง และอาจจะนำมาซึ่งการตัดสินใจอะไรที่เด็ดขาดสำหรับเรื่องศูนย์การเรียนห้วยหิ่งห้อย ฉันก็ยังนิ่งได้ ยังนิ่งฟังเขาได้ และไม่ได้ฟังอย่างแต่ก่อนที่ตัดสินเขา ฟังแบบบงการเขา หรือว่านะ ถ้าฉันเป็นเขาฉันจะไม่ทำอะไรอย่างนั้น หากแต่ฟังอย่างเข้าใจ ไม่ได้ห้ามปรามว่าห้ามโกรธ ไม่ได้พยายามที่จะใสสีให้สวยงามขึ้น หรือฉูดฉาดบาดตา หรือปกปิดอะไรบางอย่าง ฉันฟังเขาอย่างเข้าใจ เอาใจฉันไปอยู่ในใจเขา แล้วคิดว่าหากฉันเป็นเขาฉันจะรู้สึกอย่างไร ฉันคงรู้สึกเช่นกันกับเขาในบริบทที่เขาเป็น และฉันให้เวลาและพื้นที่ที่เขาต้องการที่จะอยู่คนเดียว เดินหนีไปสงบสติอารมณ์ นั่งเหนื่อยถอนหายใจอยู่ในร้านอาหาร เชื่อว่าเขาจะกลับมาเมื่อเขาพร้อม และเมื่อเขากลับมาที่รถ เพียงถามเขาว่ารู้สึกดีขึ้นบ้างใช่ไหม
ฉันบอกเขาว่าฉันยืมหนังสือการศึกษาทางเลือกของเขาไปอ่านสิบเล่ม แล้วฉันค้นพบอะไรที่หายไปในหนังสือการศึกษาทางเลือกพวกนั้น สิ่งที่ขาดหายไปคือ แม้จะเป็นการศึกษาทางเลือกของทางตะวันตกแล้วก็ยังไม่พูดกันอย่างลึกซึ้งถึงการเรียนรู้จากภายใน มองเข้ามาข้างใน เรียนรู้จากภายใน แล้วฉันก็อธิบาย
เพื่อนเป็นคนอเมริกันทางเลือก เป็นนักการศึกษาทางเลือกตัวยง เขาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับฉันในตอนแรก และพยายามหาเหตุผล ตัวอย่าง มาปกป้องการศึกษาทางเลือกที่เขาเชื่อที่เขียนในหนังสือ ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็ฟัง ฉันก็ปล่อยให้เขาไม่เห็นด้วยต่อไป เพราะเขากลับมาถามฉันว่าสถาบันเป็นสถาบันแนวพุทธใช่หรือเปล่า ฉันตอบว่าใช่ พุทธ ที่ว่าให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบาน
แล้วเขาบอกว่าที่เขากลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่อเมริกา เขามีเวลาได้อ่าน Herb Kohl, Stupidity and Tears; Teaching and learning in trouble times โคลท์เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตว่า เขาเป็นคนที่อยู่กับเด็กมาตลอดชีวิต สอนมาตลอดชีวิต แต่ว่าปีหนึ่งที่เขากับภรรยาหยุดสอนหนึ่งปี แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส แล้วเขียนหนังสือ เล่มนี้ เล่มที่พูดว่าการเข้าไปเป็นครูในชุมชนได้อย่างไร เข้าไปฟังชุมชนอย่างไร กับเป็นปีที่ดีทีสุดในชีวิตของเขา
เพื่อนฉันบอกว่าน่าสนใจในประเด็นที่เขาบอกว่า เป็นคนที่สอน และรักเด็กอยู่กับเด็กมาตลอด แต่ปีที่ดีทีสุดของชีวิตกับเป็นปีที่หยุดสอน ทำให้ฉันเล่าเรื่องที่อาจารย์อ๋อยเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับเสกสรรค์ให้เขาฟังอีกทอดหนึ่ง ที่ว่าเสกสรรเป็นเสกสรรค์ที่ละทิ้งวีรบุรุษตุลา แต่เป็นเสกสรรค์ที่เข้าใจชีวิต ธรรมะ
ฉันบอกว่านี่อาจจะเป็นการละ การละความที่คิดว่าเป็นตัวเอง สู่ความไม่เป็นตัวตน ไม่หลงตามความฝัน ไม่ฝันว่าฉันเป็นคนนั้นคนนี้ แล้วพอได้เป็นก็มีเพียงภาพนั้นฝังใจว่านั่นคือฉันที่แท้ แท้จริงฉันคือใครกัน ฉันเข้าใจตัวฉันเองแค่ไหน ฉันเข้าใจชีวิตมากแค่ไหนกัน
เพื่อนฉันนิ่งไป หันมามามองหน้าฉัน นาทีนั้นที่ฉันได้บอกเขาว่า นะ ฉันยังรักเขาอยู่ ได้ยินไหม ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราจะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็เป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญ และเป็นคนที่ฉันรัก การที่รู้ว่ารักใครก็เป็นสิ่งดีดีในชีวิต ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นด้วยนะ ฉันเข้าใจว่าเช่นนั้น
ฉันรับรู้ได้ว่า ทั้งฉันและเขา เราทั้งสองกอดความฝันของแต่ละคนอย่างหนักแน่น เต็มบ่า เต็มอก เต็มแรง แม้จะต้องไม่มีกันและกัน เราห่างจากกันและกันได้ แต่เราทั้งสองไม่ยอมห่างจากความฝันของเรา ฉันรู้สึกว่าฉันกอดมันแน่นเกินไป จนไม่เหลือพื้นที่ให้ใครเข้ามา ฉันรู้สึกได้ว่าคืนนี้ในอีกห้านาทีที่เราจะถึงจุดหมาย เขาก็รู้สึกเช่นกันว่าเขาเริ่มหายใจไม่ทัน เพราะเขากอดความฝันนั้นแน่นเกินไป
ฉันเขียนบทความนี้ตอนสี่ทุ่มกว่าๆ หลังจากเดินทางมาทั้งวัน แต่ด้วยแรงบันดาลใจข้างต้น ทำให้ฉันคิดว่าต้องฉวยช่วงเวลาและบันทึกสิ่งนี้ไว้ เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันอีกวันที่ใหญ่สำหรับฉัน จะเป็นวันที่มีอะไรเข้ามาอีกมากมาย ฉันจึงต้องเก็บวันเวลานี้ไว้ ณ บทความนี้